Peter Frampton กับการทำงานด้วย SSL U Series DAW Controllers
- Vintage Studio

- 2 นาทีที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที
“สำหรับผม การเล่นดนตรีมันอยู่ที่อารมณ์และโมเมนต์ตรงนั้นจริง ๆ เพราะเวลาผมโซโลกีตาร์ ผมไม่ได้เตรียมไว้ก่อน มันเป็นอะไรที่ออกมาเองตามความรู้สึกตอนนั้นเลย… แล้วการมี SSL controllers พวกนี้ ก็ช่วยให้การทำงานของผมเปลี่ยนไปมากจริง ๆ” Peter Frampton กล่าว โดยเขาใช้งาน SSL UF8 จำนวนสองตัวภายในโฮมสตูดิโอของตัวเอง
ในขณะที่อัลบั้มแสดงสดระดับตำนานปี 1976 อย่าง Frampton Comes Alive! กำลังจะครบรอบ 50 ปี ปีเตอร์ แฟรมป์ตัน กำลังอยู่ในช่วงสุดท้ายของการทำอัลบั้มเต็มชุดใหม่ที่เป็นเพลงแต่งใหม่ทั้งหมด เพื่อฉลองโอกาสสำคัญนี้
เช่นเดียวกับผลงานหลายชุดในช่วงหลัง โปรเจกต์นี้ถูกสร้างขึ้นด้วยอุปกรณ์ของ Solid State Logic ตั้งแต่คอนโซล SSL 4000G แบบ 64 แชนแนลที่ Studio Phenix สตูดิโอส่วนตัวของเขา ไปจนถึง U Series DAW controllers ที่ทั้งตัวเขาเองและเพื่อนสนิท รวมถึงผู้ร่วมงานมายาวนานอย่าง Chuck Ainlay โปรดิวเซอร์ วิศวกรเสียง และ Mix Engineer เจ้าของรางวัลต่างๆ เลือกใช้งาน ทั้งในสตูดิโอหลักและโฮมสตูดิโอของ Frampton

Frampton เริ่มใช้งาน SSL U Series controllers ตั้งแต่หลายปีก่อน โดยเขาซื้ออุปกรณ์ทั้งหมดสามตัว ได้แก่ UC1 plug-in controller และ UF8 advanced DAW controller อีกสองตัว
ในช่วงเวลาใกล้กันนั้น Chuck Ainlay ก็กำลังปรับปรุงสตูดิโอส่วนตัวของตัวเองเพื่อรองรับการมิกซ์ Dolby Atmos เขาเห็นว่า Frampton กำลังสร้างระบบ virtual SSL console ภายในสตูดิโอ จึงตัดสินใจเพิ่ม UC1 เข้าไปในระบบของตัวเองด้วยเช่นกัน
หลังจากนั้น ก็เริ่มใช้งาน UC1 ร่วมกับ UF8 หลายตัว รวมถึงซอฟต์แวร์ SSL 360° เพื่อสร้าง immersive mix ของ Frampton Comes Alive! โดยใช้ต้นฉบับ stereo production master ที่ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 1975 โดย Doug Sax ก่อนจะถูกปล่อยออกมาอีกครั้งในเดือนมีนาคม ปี 2024
การแต่งเพลงและเรียบเรียงดนตรีด้วย UF8
หลังจากที่ Frampton ได้รับการวินิจฉัยในปี 2019 ว่าเป็นโรค Inclusion Body Myositis หรือ IBM ซึ่งเป็นโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและความคล่องตัวของมือ เขาจึงใช้เวลาทำงานที่บ้านมากขึ้น โดยเฉพาะการแต่งพาร์ตกีตาร์และเปียโนผ่าน UF8 controllers
เขาอธิบายว่า
“ผมวาง UF8 ไว้ในห้องของผม ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็เหมือนเป็นสตูดิโออีกห้องนึงของผมนั่นแหละ”
เขาบอกว่า ทุกวันนี้ด้วยอุปกรณ์ดีๆ ที่มีอยู่ การทำงานจากบ้านสามารถทำอะไรได้เยอะมาก เขามีห้องเก็บแอมป์โดยเฉพาะ และยังมี grand piano อยู่ในห้องที่เขาเรียกว่า “ห้องเปียโน” ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คือห้องนั่งเล่นของบ้าน แต่เขาก็พบว่าซาวด์กีตาร์ในห้องนั้นออกมาดีมากเหมือนกัน จนสุดท้ายโซโลกีตาร์ส่วนใหญ่ในอัลบั้มนี้ถูกอัดในห้องนั้น แล้วส่งสัญญาณกลับเข้าไปยังห้องดนตรีหลักของเขา

การจัดการแทร็กจำนวนมาก และการใช้งาน Plug-ins
หนึ่งในฟังก์ชันที่เขาชอบมากใน UF8 คือ Channel Encoder หรือปุ่มหมุนอเนกประสงค์ ที่ช่วยให้สามารถสลับหรือเลื่อนระหว่างแทร็กต่าง ๆ ใน DAW ได้อย่างรวดเร็ว
เขากล่าวว่า
“ทุกวันนี้เราใช้แทร็กกันเยอะมากจริง ๆ”
และเขารู้สึกว่าการใช้เมาส์เลื่อนไปมาระหว่างแทร็ก มันทำให้เสียสมาธิและหลุดจากอารมณ์ในการทำงาน
“การที่สามารถเลื่อนผ่านแทร็กต่างๆ ได้แบบนี้มันดีมาก มันเปลี่ยนวิธีที่ผมทำงานกับเซสชันไปเลย”
ในส่วนของการทำ processing เขาพูดติดตลกว่า
“ตอนนี้ผมมี plug-in แทบทุกตัวบนโลกแล้ว ต้องขอบคุณ SSL ซึ่งมันยอดเยี่ยมมาก”
โดยปลั๊กอินหลักที่เขาใช้งานบ่อยคือ Bus Compressor 2 รวมถึง 4K E และ 4K G Channel Strip plug-ins เพราะมันให้ซาวด์ที่เขาคุ้นเคยมาตลอดการทำงานของเขา
Frampton กล่าวว่า ทุกวันนี้การอัดเสียงใช้เวลามากกว่าเมื่อก่อนพอสมควร
“ผมเป็นคนที่ภูมิใจกับการเล่นผ่านตั้งแต่เทคแรกมาตลอด แต่ตอนนี้บางครั้งมันก็ใช้เวลานานขึ้น เพราะโรคกล้ามเนื้อที่ผมเป็นอยู่”
เขาอธิบายว่า สำหรับเขาแล้ว การเล่นดนตรีมันขึ้นอยู่กับอารมณ์และโมเมนต์ในตอนนั้นจริง ๆ เพราะเขาไม่ได้วางแผนโซโลกีตาร์เอาไว้ล่วงหน้า ทุกอย่างมันออกมาเองตามความรู้สึก
“ผมจะอัดประมาณหกเทค แล้วก็ไปพักกินข้าว จากนั้นกลับมาเลือกช่วงที่ชอบจากแต่ละเทค แล้วค่อยตัดต่อหรือจัดเรียงใหม่”
หลังจากนั้นเขาจะพักดื่มชา หรือกาแฟ แล้วกลับมาอัดอีกหกเทค ก่อนจะนำทั้งหกเทคมารวมเป็น comp อีกชุด
“สุดท้ายแล้วผมมักจะมี comp อยู่ประมาณสามหรือสี่ชุด แล้วค่อยเอามารวมกันอีกที แต่หลายครั้งจริง ๆ มันก็มีแค่เทคเดียวเท่านั้นเทคที่มันใช่เลยจริง ๆ”

แรงบันดาลใจของอัลบั้มชุดใหม่นี้เริ่มต้นขึ้นระหว่างการทำอัลบั้ม Frampton Forgets the Words ซึ่งเป็นอัลบั้ม instrumental covers ที่ปล่อยออกมาในปี 2021
อัลบั้มดังกล่าวถูกอัดทั้งที่ Studio Phenix ในย่าน Berry Hill เมืองแนชวิลล์ และที่บ้านของเขาเอง
เขาเล่าว่า “ตอนนั้นผมแต่งเพลงใหม่ขึ้นมาสองสามเพลง เพราะผมรู้สึกได้รับแรงบันดาลใจมากจากสิ่งที่เรากำลังทำอยู่” หลังจากนั้นพวกเขาก็อัดเพลงใหม่ไว้ประมาณห้าหรือหกเพลง และจะมีสามเพลงถูกนำมาใช้ในอัลบั้มชุดใหม่นี้
อัลบั้มใหม่นี้ถือเป็นสตูดิโออัลบั้มที่ 19 และยังเป็นอัลบั้มแรกที่มีเพลงแต่งใหม่ทั้งหมด นับตั้งแต่อัลบั้ม Thank You Mr. Churchill ในปี 2010

เมื่อ SSL เข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานไปอย่างสิ้นเชิง
แฟรมป์ตันกล่าวต่อว่า
“ผมจะไม่แตะคอมพิวเตอร์เลย จนกว่าจะมีไอเดียบางอย่างเกิดขึ้นบนกีตาร์หรือเปียโนก่อน เพราะผมเป็นคนแต่งเพลงแบบอนาล็อกมาก”
เขายังบอกอีกว่า เขาไม่ใช้ drum machine เพราะบางครั้งมันทำให้ทุกอย่างถูกล็อกตายเกินไป
“สำหรับอัลบั้มนี้ ผมกลับไปแต่งเพลงผ่าน acoustic guitar, electric guitar หรือเปียโนเป็นหลัก”
หลังจากนั้นเขาจึงเริ่ม arrange เพลงในคอมพิวเตอร์ โดยบางครั้งเขาจะเล่นพาร์ตต่าง ๆ ยาวทั้งเพลง และบางครั้งก็แบ่งเล่นทีละส่วนแล้วค่อยนำมาจัดเรียงใหม่
“การมี SSL U Series controllers มันเปลี่ยนทุกอย่างไปมากจริง ๆ”
หลังจากแฟรมป์ตันสร้าง template ต่างๆ ไว้ที่บ้านแล้ว นักดนตรีแต่ละคนก็จะเข้ามาอัดพาร์ตของตัวเองในสตูดิโอ เพื่อแทนที่ส่วนต่าง ๆ ใน template เหล่านั้น
เขาเล่าว่า บางเพลงในอัลบั้มนี้ถูกอัดแบบ live take ทั้งวงจริง ๆ ภายในสตูดิโอ
“ผมใช้วงของตัวเองในบางเพลง และใช้นักดนตรีคนอื่นในบางเพลง เพื่อให้มันมีความหลากหลายขึ้น มีการเล่นดนตรีที่ยอดเยี่ยมมากๆ อยู่ในอัลบั้มนี้ ซึ่งมันน่าตื่นเต้นมาก”
อัลบั้มชุดใหม่นี้จะใช้ชื่อว่า Carry the Light และมีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 10 เมษายน 2026 ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 50 ปีที่ Frampton Comes Alive! ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard 200
อัลบั้มแสดงสดชุดนี้ทำให้ปีเตอร์ แฟรมป์ตัน กลายเป็นศิลปินดังระดับประเทศแทบจะในชั่วข้ามคืน และมียอดขายสูงถึง 8 ล้านชุดภายในปีแรก
อัลบั้มยังติดชาร์ตต่อเนื่องไปจนถึงปี 1977 และได้รับเลือกให้เป็น Album of the Year จากผลโหวตของผู้อ่านนิตยสาร Rolling Stone ในปี 1976
ภายในอัลบั้มมีเพลงฮิตสำคัญอย่าง Show Me The Way, Do You Feel Like We Do และ Baby, I Love Your Way
จนถึงปัจจุบัน Frampton Comes Alive! ยังคงเป็นหนึ่งในอัลบั้มแสดงสดที่ขายดีที่สุดตลอดกาล ด้วยยอดขายรวมมากกว่า 17 ล้านชุดทั่วโลก โดยอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเป็นยอดขายในสหรัฐอเมริกา
ในปี 2007 แฟรมป์ตันได้รับรางวัล Grammy สาขา Best Pop Instrumental Album จากอัลบั้ม Fingerprints
ต่อมาในปี 2014 เขาได้รับการบรรจุชื่อเข้าสู่ Musicians Hall of Fame
ในปี 2019 เขาได้รับรางวัล Les Paul Innovation Award ภายในงาน TEC Awards ที่ NAMM และในปีถัดมา เขาก็ได้รับการบรรจุเข้าสู่ Grammy Hall of Fame
อัตชีวประวัติของเขา Do You Feel Like I Do?: A Memoir ซึ่งเขียนร่วมกับ Alan Light ติดอันดับหนังสือขายดีของ The New York Times ทันทีหลังวางจำหน่ายในปี 2020
และในปี 2024 เขาได้รับการบรรจุเข้าสู่ Rock and Roll Hall of Fame อย่างเป็นทางการ
ขอบคุณข้อมูลจาก :





ความคิดเห็น