หน้าแรก › บทความ › SSL Channel Strip เสียงของแต่ละยุคต่างกันตรงไหน (ตอนที่ 1: ยุค 4000)
Solid State Logic

SSL Channel Strip เสียงของแต่ละยุคต่างกันตรงไหน (ตอนที่ 1: ยุค 4000)

Vintage Studio · 14 ก.ย. 2026 · อ่าน 8 นาที

SSL Channel Strip เสียงของแต่ละยุคต่างกันตรงไหน (ตอนที่ 1: ยุค 4000)

Channel Strip ของ SSL มักจะถูกพูดถึงบ่อย แต่มันมีหลายตัวจนทำให้รู้สึกสับสน และทำให้สงสัยว่าแต่ละตัวต่างกันยังไง

โดยบทความนี้เราจะเริ่มกันที่ตระกูล 4000 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ SSL และยังถูกใช้ต่อมานานกว่า 40 ปี โดยมีสามรุ่นคือ B (1976), E (1979) และ G (1987) และแต่ละรุ่นไม่ได้เปลี่ยนแค่หน้าตาเท่านั้น แต่เขาได้เปลี่ยนวงจรข้างในด้วย

จากการเปลี่ยนวงจรข้างใน ทำให้ผลลัพธ์ออกมาต่างกัน โดยสิ่งที่ต่างกันจะมีสามอย่างหลักๆเลย คือ

Mic Preamp: ใช้วงจรที่เป็น Transformer หรือไม่ และ Preamp รุ่นนั้นมีการเติม harmonic เข้าไปมากน้อยแค่ไหน

Dynamics: ใช้ VCA แบบไหน และ detect เสียงจาก peak หรือ RMS และวาง sidechain ไว้ที่ส่วนไหนของวงจร

EQ: ในเสียงแต่ละเวอร์ชันจะให้ character ที่ต่างกัน และ Q บางรุ่นก็เป็นแบบ constant บางรุ่นก็เป็นแบบ variable

ทีนี้มาดูกันทีละรุ่นว่าแต่ละตัวเปลี่ยนอะไร เอาไปใช้กับงานแบบไหน และวันนี้ยังหาเสียงแบบนั้นได้จากอุปกรณ์ตัวไหนบ้าง

4000 B (1976): รุ่นแรกของ 4000 Series

ส่วนตัวผมมองว่ารุ่นนี้เลยแหละ ที่ให้สไตล์แบบ vintage แท้ๆ ส่วน Compressor ของเขา compress ได้หนัก ยิ่ง input เข้ามาแรง ก็ยิ่ง compress แรงตาม

โดย 4000 B คือคอนโซลตัวแรกของ SSL ซึ่งเป็นหนึ่งในคอนโซลระบบ In-Line รุ่นแรกๆ

Mic Preamp: ใช้วงจร transformer-coupled ของ Jensen รุ่น JE-115K-E โดยตัว transformer จะทำให้เสียงที่เข้ามานั้นถูกเติม harmonic และ saturation เข้าไปตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งรุ่นหลังๆตัดตรงนี้ออกไปเพื่อให้เสียง clean ขึ้น แต่ก็ยังมีคนตามหาเสียงของ 4000 B อยู่จนถึงทุกวันนี้

Dynamics: ยกแนวคิดมาจาก Bus Compressor ของ SSL เอง ใช้ VCA ชิป dbx 202 ซึ่งจะ detect สัญญาณจาก peak และเป็นแบบ feedback ทำให้วงจร detect จากสัญญาณที่ถูก compress ไปแล้ว แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะกดต่อแค่ไหน ผลที่ได้คือการ compress ที่ detect ได้ไวและกดหนัก และยังเพิ่ม punch ให้กลอง เบส และกีตาร์ได้ดีอีกด้วย นอกจากนี้รุ่นนี้ยังเป็นตัวแรกที่มี Auto Make-Up Gain ที่ชดเชย level ที่หายไปจากการ compress ให้เอง โดยไม่ต้องปรับเอง

EQ: เป็น Parametric EQ 4 band ชุดแรกของตระกูล 4000 จุดที่ต่างจากรุ่นหลังคือ mid-band เป็นแบบ constant bandwidth

งานที่บันทึกผ่านรุ่นนี้: In The Air Tonight - Phil Collins, Video Killed The Radio Star - The Buggles, Intruder - Peter Gabriel

สัมผัสคาแรคเตอร์นี้ได้จาก: ปลั๊กอิน 4K B Channel Strip, โมดูล 500 Series รุ่น B-DYN, วงจร B-Series DeEsser ใน Revival 4000 Channel Strip

4000 E (1979): รุ่นที่กลายเป็นมาตรฐานของสตูดิโอทั่วโลก

เป็นอีกตัวนึงเลยที่มีความ Punchy, Aggressive และมีย่าน Mid ที่โดดเด่น จนถือว่าเป็นคาแรคเตอร์ในตำนานอันนึงของ SSL เลย

4000 E คือรุ่นที่ทำให้ SSL กลายเป็นมาตรฐานของวงการ และกลายเป็นคอนโซลที่สตูดิโอชั้นนำทั่วโลกเลือกใช้ จนครองวงการตลอดยุค 80

Mic Preamp: ในล็อตแรกจะใช้ transformer ของ Jensen เหมือนเดิมแต่เปลี่ยนรุ่นเป็น JT-115K-E ก่อนที่ล็อตหลังๆจะเปลี่ยนไปใช้วงจรแบบ transformerless

Fun Fact: จุดนี้ทำให้ 4000 E แต่ละตัวในโลกไม่ได้ให้เสียงที่เหมือนกันทุกตัว แต่จะขึ้นอยู่กับว่าเป็นล็อตไหน

Dynamics: เปลี่ยนมาทำงานแบบ feed-forward แทน คือ detect สัญญาณตั้งแต่ขาเข้าเลย ไม่ได้ดูจากสัญญาณที่ compress ไปแล้วเหมือน 4000 B ผลที่ได้คือ สามารถคุมการ compress ได้แม่นยำและง่ายกว่าเดิม นอกจากนั้น attack จะปรับตัวเองอัตโนมัติตามความถี่และความแรงของสัญญาณที่เข้ามา ซึ่งอยู่ระหว่าง 3 ms ถึง 30 ms

และ Revision 4 คือเวอร์ชันที่หลายๆคนยกให้เป็นพระเอกของรุ่นนี้ เพราะเป็น soft-knee ที่เริ่ม compress แบบค่อยเป็นค่อยไป และ release เป็น logarithmic curve ซึ่งฟังเป็นธรรมชาติมากๆ

EQ: รุ่นนี้มีอยู่หลายเวอร์ชัน และแต่ละเวอร์ชันเสียงก็ไม่เหมือนกัน ตัวแรกคือ '02 "Brown Knob" ที่ดิบและ aggressive ตามด้วย '132 "Orange Knob" ที่ได้แรงบันดาลใจจาก curve แบบ Pultec ที่ให้เสียงที่กว้างและมีความเป็น musical กว่า และจบที่ '242 "Black Knob" ที่ SSL พัฒนาร่วมกับ George Martin ให้ AIR Studios ในปี 1983 ตัวนี้ boost/cut ได้ถึง ±18 dB และใช้ Q แบบ constant ทำให้แก้เสียงได้ตรงจุดและฟัง aggressive และด้วยความนิยมนี้ '242 จึงยังถูกใส่มาในคอนโซลรุ่นปัจจุบันอย่าง ORIGIN, Oracle และ Duality อีกด้วย

↗ ดูรุ่นปัจจุบันที่ยังใช้ EQ '242

ศิลปินที่บันทึกเสียงผ่านรุ่นนี้: Peter Gabriel, Phil Collins, Kate Bush, Bryan Adams, Madonna, Prince, Oasis, U2

Sound Engineer ที่ใช้รุ่นนี้: Andy Wallace, Hugh Padgham, Chris Lord-Alge, Alan Moulder, Spike Stent

สัมผัสคาแรคเตอร์นี้ได้จาก: ปลั๊กอิน 4K E, Revival 4000, E-Series Dynamics (500 Series), E-Series EQ (500 Series), EQ '242 ในคอนโซล ORIGIN, EQ '242 ในคอนโซล Oracle

4000 G (1987): Preamp และ EQ ที่ออกแบบใหม่ทั้งชุด

โดยยุคนี้จะมีเสียงที่ smooth และแน่นขึ้นกว่าเดิม นอกจากนั้นรายละเอียดชัดขึ้นด้วย โดยที่ไม่สูญเสียความ Punchy เลยแม้แต่น้อย

ปลายยุค 80 งานมิกซ์เริ่มมีแทร็กเยอะขึ้นและซ้อนกันหนาขึ้นมาก SSL เลยออกแบบ 4000 G มาให้รับมืองานแบบนั้นได้ดีกว่าเดิม โดยยังเป็นโครงเดียวกับ E แต่เปลี่ยนทั้ง Mic Preamp และ EQ

Mic Preamp: ออกแบบใหม่โดยใช้ transistor แบบ super-matched pair ช่วง gain กว้างขึ้นมากจนไม่ต้องพึ่ง pad อีกแล้ว โดย gain จะเป็น step ทีละ 6 dB และมี noise ที่ต่ำกว่าเดิม พูดง่ายๆคือรับได้ทั้งไมค์ที่ output เบามากๆ และแหล่งเสียงที่ดังมากๆ โดยไม่ต้องไปแตะอะไรเพิ่ม

Dynamics: คาแรคเตอร์เปลี่ยนไปทาง compress ที่เนียนและคุมได้แน่นขึ้น จับ transient ได้ไวกว่าเดิม นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้งานเพลงที่มิกซ์ผ่าน SSL ยุคนั้น ยังสามารถฟังรายละเอียดได้ครบไม่ดูรก ทั้งๆที่มีแทร็กที่เยอะ

EQ: เป็นตัวใหม่ทั้งชุดคือ '292 "Pink Knob" ที่ใช้ Q แบบ variable จึงเหมาะกับการปรับโทนรวมของเสียงร้องหรือเครื่องดนตรีแบบเป็นธรรมชาติ ส่วน '242 เหมาะกับการเข้าไปแก้จุดที่มีปัญหาโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังเพิ่มสวิตช์ HMF ×3 และ LMF ÷3 ที่ขยาย frequency range ของ mid-band ออกไปอีก

โดย curve แบบ G Series ยังอยู่มาจนถึงทุกวันนี้บนคอนโซล 9000 Series, Duality, AWS, Oracle และ Super 9000

↗ ดูคอนโซลที่สลับ curve G ได้

ศิลปินที่บันทึกเสียงผ่านรุ่นนี้: Bruce Springsteen, Pink Floyd, Nirvana, Massive Attack, Mariah Carey, Whitney Houston

Sound Engineer ที่ใช้รุ่นนี้: Tom Lord-Alge, Bob Rock, MixedByAli

สัมผัสคาแรคเตอร์นี้ได้จาก: ปลั๊กอิน 4K G (ออกปี 2025 ทำให้ตระกูล 4K ครบทั้งสามตัว), Revival 4000

ตอนหน้า: 9000 J & K

หลังจาก G ทิศทางของ SSL เปลี่ยนไปอีกทาง จากคอนโซลที่มีคาแรคเตอร์ กลายเป็นคอนโซลที่ตั้งใจให้เสียง transparent ที่สุด นั่นคือ 9000 J & K ที่มาพร้อมเทคโนโลยี SuperAnalogue™ และ EQ ที่สลับได้ทั้ง curve แบบ E และ G ในตัวเดียวกัน จะเป็นยังไง ไว้คุยกันต่อในบทความหน้าครับ

และถ้าอยากลองคาแรคเตอร์ทั้งสามยุคนี้ในรูปแบบปลั๊กอิน SSL UC1 คือ hardware controller ที่ให้คุมปลั๊กอิน Channel Strip ของ SSL แบบ hands-on เหมือนหมุน knob บนคอนโซลจริง ทำให้ลองปรับและเทียบเสียงแต่ละยุคได้สะดวก

↗ อ่านตอนที่ 2: 9000 J & K ถึง Odyssey

ขอบคุณข้อมูลจาก: https://solidstatelogic.com/channel-strip-guide

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ดูทั้งหมด →
SSL UC1 นำ Console Workflow มาไว้ในรูปแบบ Controller
Solid State Logic

SSL UC1 นำ Console Workflow มาไว้ในรูปแบบ Controller

SSL UC1 ฮาร์ดแวร์ควบคุมปลั๊กอินที่ออกแบบเหมือน Channel Strip บนคอนโซล SSL มี Knob แยกทุกฟังก์ชัน พร้อม 360° Link ที่ควบคุมปลั๊กอินของแบรนด์อื่นได้

SSL Alpha 8 Audio Expander ที่ตอบโจทย์ทุกการทำงาน
Solid State Logic

SSL Alpha 8 Audio Expander ที่ตอบโจทย์ทุกการทำงาน

ALPHA 8 คือตัวแปลงสัญญาณ AD/DA 32-bit / 192 kHz ขนาด 1U ของ SSL ใช้เป็น Expander เพิ่มช่อง Analogue 8 in / 8 out ให้ audio interface เดิมผ่าน ADAT และ S/PDIF หรือต่อคอมผ่าน USB-C แล้วใช้เป็น audio interface 18 in / 18 out ก็ได้

SSL Channel Strip เสียงของแต่ละยุคต่างกันตรงไหน (ตอนที่ 2: 9000 J & K ถึง Odyssey)
Solid State Logic

SSL Channel Strip เสียงของแต่ละยุคต่างกันตรงไหน (ตอนที่ 2: 9000 J & K ถึง Odyssey)

ไล่ต่อจากตระกูล 4000 ตั้งแต่ 9000 J & K, Duality, ORIGIN, Oracle จนถึง Odyssey ว่าแต่ละรุ่นเปลี่ยนวงจรอะไรและให้เสียงต่างกันยังไง